มันต้อง Adventure กันหน่อย
issue 5 December 2014

       “มันต้อง Adventure กันหน่อย ”....เสมือนคำท้าทายกันในทีมกับการเริ่มต้นเดินทางครั้งใหม่ในทริปนี้ น้องคนนึงในกลุ่มพูดในเชิงยียวนและท้าทาย เมื่อมีการท้าทายก็ต้องตอบสนองคำท้าชนิดไม่ให้เสียศรัทธากัน

       พะเนินทุ่งคือจุดหมายที่เราจะมุ่งหน้าไป ครั้งนี้เราเลือกเจ้าคาริเบี้ยนเป็นพาหนะร่วมทาง จากกรุงเทพเราใช้ทางหลวงหมายเลข ๓๕ (สายธนบุรี-ปากท่อพระราม๒) ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร  สมุทรสงคราม  ถึงแยกวังมะนาวเลี้ยวซ้ายสังเกตุป้ายทางหลวงบอกทางไปจ.เพชรบุรี  หรือป้ายลูกศรชี้ภาคใต้ เข้าสู้ถนนเพชรเกษมทางหลวงหมายเลข๔  มุ่งหน้าจังหวัดเพชรบุรี ผ่านบางเค็ม ถ้ำเขาย้อย ทางเข้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมีหลายทางแต่ครั้งนี้เราเลือกเส้นทางที่ใกล้กับเรามากที่สุด  ให้สังเกตุป้ายทางหลวงสีเขียวที่แขวนอยู่บนเส้าด้านขวามือ บอกเข้าซ้ายไปโครงการชั่งหัวมัน เลยมาไม่ไกลจะเห็นป้ายบอกทางไปอ.หนองหญ้าปล่อง และ อ.แก่งกระจาน เราเข้าซ้ายขึ้นสะพานยกระดับข้ามทางหลวง ๔ วิ่งต่อไป ตามเส้นทาง ๓๓๔๙ ผ่านบ้านห้วยกวางจริง ระยะทางประมาณ ๒๕ กิโลเมตร จนชนสามแยกใหญ่เลี้ยวขวาผ่านโรงเรียนแก่งกระจานวิทยา โรงพยาบาลแก่งกระจาน  มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน   

       เรามาถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในช่วงบ่าย ทำเรื่องขอขึ้นไปค้างแรมบนพะเนินทุ่งตามประเพณีปฏิบัติที่กำหนดไว้ พร้อมกรอกรายชื่อของทุกคนที่จะขึ้นไปบนพะเนินทุ่งและชำระค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่ ๒๐บาท เด็ก ๑๐บาท รถยนต์สี่ล้อ ๓๐บาท รถกระบะ๔๐ บาท รถตู้ ๕๐บาท รถยนต์มากกว่าสี่ล้อ ๗๐-๘๐บาท ซึ่งข้อสุดท้ายนี้ทีมเราสงสัยมากว่าใครจะนำรถมากกว่าสี่ล้อไต่ขึ้นพะเนินทุ่งเหรอ????

ตามกำหนดการณ์คืนนี้เราจะนอนนับดาวที่ด่านบ้านกร่างซึ่งเป็นด่านที่คอยควบคุมการขึ้นลงพะเนินทุ่งให้กับนักท่องเที่ยว มีกำหนดเวลาขึ้นลงที่ชัดเจนในการขึ้นลงจากด่านบ้านกร่างแบ่งเป็น ๔ ช่วงเวลา ช่วงเช้าขึ้นเวลา ๐๕.๓๐ – ๐๗.๓๐ น. ช่วงบ่ายขึ้นเวลา ๑๓.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. และเวลาลงจากพะเนินทุ่ง ช่วงเช้าเวลา ๐๙.๐๐ – ๑๐.๐๐ น. ช่วงบ่ายเวลา ๑๖.๐๐ – ๑๗.๐๐ น.  เพราะถนนหนทางจากด่านบ้านกร่างถึงพะเนินทุ่งราว ๓๐ กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่ไม่สามารถสวนกันได้ ทั้งยังเป็นเส้นทางที่มีบางช่วงลาดชัน การสลับเวลาขึ้นลงจึงเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ที่สำคัญยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับสัตว์ป่าที่อาจเดินผ่านมาบนเส้นทางสัญจรได้

นับดาวพราวแสง ชมตูดหิ่งห้อย

       เจ้าคาริเบี้ยค่อยๆพาทีมเราไต่ไปตามโค้งถนนอย่างช้าๆแบบไม่รีบเร่ง แวะชมร่มไม้ใบหญ้าไปตลอดทางกว่าจะมาถึงด่านบ้านกร่างฟ้าใกล้จะหมดแสงเต็มที เราแบ่งหน้าที่กันทำชนิดรู้มือรู้ใจ  กางเต็นท์ ผูกเปล ขนสเบียงออกมาเตรียมทำอาหารมื้อค่ำ ใครมีหน้าที่ทำครัวก็สาระวนอยู่กับวัตถุดิบ ส่วนคนมีหน้าที่กินเมื่อเสร็จภาระกิจเตรียมที่หลับที่นอนก็อิสระ หาที่หาทางเดินเล่นชมวิว บางคนจัดแจงหาทำเลตั้งกล้องเก็บภาพการเดินทางของดวงดาว บางคนเดินลงไปในลำธารเพื่อสัมผัสกับน้ำเย็นๆใสๆ ที่ไหลเอื่อยๆมาจากยอดเขาสูง ผ่านลงไปยังที่ทำการอุทยานเบื้องล่าง

       ฟ้ามืดก็นับดาว หลังอาหารมือค่ำอันโอชะด้วยความหิวโซและบรรยากาศสวยงามยามค่ำคืน ทั้งยังมีเจ้าหิ่งห้อยตัวน้อยออกมาอวดโฉมฉายแสงสีเขียวอยู่รอบๆที่เราตั้งแคมป์  ทำให้รสชาติอาหารยิ่งอร่อยเป็นทวีคูณ แม้คนปรุงจะไม่ใช่มืออาชีพแต่ในยามนี้ถือว่าเยี่ยมที่สุด เราล้อมวงคุยกันเบาๆในบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยเสียงหริงเรไร ใต้หมู่ดาวพราวฟ้าที่ไร้แสงจันทร์มารบกวน

       เจ้าหน้าที่อุทยานหน่วยบ้านกร่างเดินมาร่วมวงกาแฟยามค่ำกับเรา ทั้งยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความน่าสนใจในพื้นที่นี้อีกมากโข แค้มป์บ้านกร่างเป็นจุดพักค้างแรมกางเต็นท์สำหรับผู้สนใจดูนกและผีเสื้อ เนื่องจากมีอากาศเย็นสบาย อยู่บริเวณกม.๑๕ มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ซึ่งเป็นป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง มีไม้ที่พบมากคือ ไม้ตะเคียนทอง ไม้ยาง ไม้มะค่าโมง ไม้หอมหรือไม้กฤษณา และเป็นป่าที่ชุ่มชื้นจึงมีเฟิร์น กระโถนฤาษี หนุมาน หวาย ขึ้นอย่างสมบูรณ์และยังมีสัตว์ป่ามากมายเช่น ช้างป่า กระทิง วัวแดง เก้ง กวาง หมีและสัตว์ป่าสงวน เช่น เลียงผา เก้งหม้อ สมเสร็จ และแมวลายหินอ่อน มีผีเสื้อมากกว่า ๑๕๐ชนิดให้ศึกษา โดยเฉพาะในหน้าแล้งจะเห็นฝูงผีเสื้อลงไปกินดินโป่งเป็นจำนวนมาก และราวเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน จะพบนกได้หลายชนิดสร้างรังวางไข่เลี้ยงลูกอ่อน เช่น นกกก นกกาฮัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของป่าดงดิบ  บริเวณบ้านกร่างมีสถานที่น่าสนใจหลายแห่งเช่น น้ำตกปราณบุรีมี ๕ชั้น เป็นน้ำตกเล็ก ๆ อยู่ห่างจากที่ทำการหน่วยพิทักษ์ฯ กจ. ๔ประมาณ ๗กิโลเมตร

รับตะวันบนยอดเมฆ

        เราเก็บสัมภาระทุกอย่างเสร็จก่อนตี๕ จะว่าไปเราแทบไม่ได้นอนกันทั้งคืน ด้วยวงสนทนาที่สนุกสนานและเรื่องราวเกี่ยวกับอุทยานแก่งกระจานที่เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังมีเรื่องน่าสนใจมากมาย  ๐๕.๓๐ น.ไม้กั้นทางยกขึ้นตรงเวลา ล้อหมุนขึ้นพะเนินทุ่งในขาขึ้นรอบแรก เริ่มต้นตรงจุดนี้นอกจากคณะคาริเบี้ยนของเรายังมีรถที่ตามมาสมทบอีกร่วม๖คัน เป็นรถส่วนตัวบ้าง รถเช่าเหมาจากชาวบ้านโดยติดต่อได้ที่ทำการอุทยานด้านล่าง ค่าบริการอยู่ประมาณ ๑,๖๐๐บาทต่อเที่ยว รับผู้โดยสารได้ ประมาณ๑๐ท่าน ราคาอาจต่อรองกันได้หรือไม่เราไม่แน่ใจ

       เราฝ่าความมืดไปตามทางแคบมีเพียงแสงไฟจากหน้ารถที่คอยนำทาง  ระยะทางประมาณ ๓๐ กิโลเมตร เราใช้เวลาเกือบ ๑ ชั่วโมงกว่าจะขึ้นมาถึงพะเนินทุ่งที่ตั้งใจ  เราขับเลยจุดชมวิวลงไปทาง KU แคมป์ เพื่อเลือกจุดบันทึกภาพที่ไม่ต้องไปรุมแย่งกันกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ และหวังว่าจะได้มุมมองที่แปลกตาออกไปบ้าง ก่อนถึงเนินลง KU แคมป์ไม่ไกลเราก็ได้จุดที่ใจต้องการ โชคดีที่เรามาถึงก่อนพระอาทิตย์จะแย้มแสงแรกผ่านม่านหมอกที่ปกคลุม จึงมีเวลาให้เรากางขา  เตรียมเลนส์  เตรียมกล้อง และแน่นอนเราไม่ลืมที่จะตั้งเตาต้มน้ำสำหรับกาแฟแก้วแรกสำหรับทุกคนในเช้าวันนี้

       สวยงามดั่งคำล่ำลือ มีมนต์ขลังดังคำกล่าวขาน สวยจนแทบไม่อยากที่จะเอาตาเพียงข้างเดียวไปส่องผ่านช่องมองภาพ อยากสัมผัสทัศนียภาพที่สวยงามด้วยสองตาในมุม ๓๖๐ องศามากกว่า แต่ก็ด้วยนิสัยคนถ่ายภาพ หากไม่บันทึกภาพสวยๆเช่นนี้เอาไว้ก็กระไรอยู่ เราต่างจึงมีโลกและมุมส่วนตัว ตามที่สายตาจะแลเห็น ก่อนที่แสงอาทิตย์จะสาดส่อง ก่อนที่นกจะออกจากรังกันไปหมด ก่อนที่ม่านหมอกจะจางหาย เราทุกคนเดินทางเข้าไปในโลกส่วนตัวของแต่ละคนร่วมชั่วโมง

       เช้านี้บรรยากาศเป็นใจกว่ากาแฟแก้วแรกจะผ่านลำคอพวกเราก็จวนจะเก้าโมงเช้า หลังภาระกิจจิบกาแฟรับแสงตะวัน เราขับรถย่อนกลับไปยังจุดกางเต็นท์ เมื่อได้ทำเลที่ชอบจึงลงมือกางเต็นท์ ตั้งเสบียง ปรุงอาหารมื้อเช้าของวัน เราไม่ได้เร่งรีบกับเวลากว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นพระอาทิตย์ก็ส่องแสงอย่างเต็มกำลัง ดีที่บรรยากาศบนพะเนินทุ่งช่วยให้ไม่ร้อนจนเกินไปนัก ยังลงมีลมเย็นๆพัดผ่านให้สบายเนื้อสบายตัว

เดิน เดิน เดิน และเดิน

       น้ำตกทอทิพย์ คือเป้าหมายหลักต่อไปของวันนี้ เราเตรียมสเบียงง่ายๆสำหรับมื้อเที่ยง ข้าวห่อ น้ำคนละขวด และชุดชงกาแฟอีกหนึ่งชุด น้ำตกทอทิพย์อยู่ห่างจากเขาพะเนินทุ่ง ๑๕ กิโลเมตร เราขับรถไปจอดไว้ที่ปากทางเข้า KU แค้มป์  และเดินทางเท้าเข้าถึงตัวน้ำตกประมาณ ๔กิโลเมตร มีความสูง ๙ ชั้น ชั้นที่ ๕ เป็นชั้นที่สวยที่สุด แต่ละชั้นสวยงามแปลกตา สภาพโดยรอบเป็นป่าไม้ร่มรื่น ทั้งนี้การเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ลึกเข้าไปในผืนป่า ที่สำคัญควรขอคำแนะนำและคนนำทางจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก่อน

      

    ทีมของเราได้คำแนะนำและร่างแผนที่จากเจ้าหน้าที่อุทยาน ก่อนที่จะย่ำเท้าเดินหายเข้าไปตามทางเล็กๆที่มีร่องรอยทิ้งไว้ เส้นทางบางจุดถูกปกคลุมไว้ด้วยใบไม้หนาตา แสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีใครมาใช้เส้นทางนี้ก่อนหน้าเรา การเดินของทีมเราไปได้ไม่เร็วนัก ด้วยอุปกรณ์การถ่ายภาพที่แต่ละคนต้องนำติดตัวไปด้วย แต่ด้วยบรรยากาศที่ร่มเย็นทำให้เราเดินได้ไม่เหนื่อยมากนัก ถึงแม้ทางบางช่วงจะสูงชัน ช่วงขาเข้าน้ำตกลักษณะทางเดินเป็นการไต่ขึ้นไปตามเนินเขาเรื่อยๆ  ขึ้นบ้างลงบ้าง บางจุดต้องหาทางไปต่อเองเพราะมีไม้ใหญ่ล้มขวางทางอยู่  ตลอดทางเดินเท้าเราได้ยินเสียงร้องของชะนีอยู่เป็นระยะ อย่างกับพวกมันตามเรามาด้วย นอกจากนั้นยังมีเสียงกลุ่มนกต่างๆ ดังระงมทั่วผืนป่า บางช่วงได้ยินเสียงสัตว์ป่าเดินแทรกผ่านกิ่งไม้  เราตั้งใจที่จะขึ้นไปให้ถึงชั้นที่ ๕ ของน้ำตกทอทิพย์ และขากลับเดินเลียบไปตามสายน้ำเพื่อออกไปยังต้นแม่น้ำเพชรบุรี ก่อนเดินวกกลับไปยังจุดเริ่มต้น ซึ่งระยะทางจะไกลร่วม ๑๐ กิโลเมตร

       ๒ ชั่วโมงกว่าของการเดินเท้า ทุกคนนั่งหมดแรงตามโขดหินของน้ำตก ถึงจะหิวมากแค่ไหนแต่ก็ไม่มีใครทานมื้อเที่ยงลง เพราะความเหนื่อยล้าจากการเดิน น้ำใสๆบรรยากาศเย็นๆจากละอองน้ำตก การนอนแผ่หลาบนโขดหินช่วยฟื้นกำลังได้ในเวลาไม่นานนัก  เราโชคไม่ดีนักที่วันนี้น้ำตกทอทิพย์มีน้ำไม่มาก  แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความสวยงามของธรรมชาติที่จัดสรรค์ไว้ลงเลย เราใช้เวลาทานมื้อเที่ยง เก็บภาพ เล่นน้ำ ชงกาแฟ และนอนพักอยู่นานพอสมควร ก่อนเก็บอุปกรณ์ลงเป้ และเตรียมเดินไปยังจุดหมายต่อไป

       เราเริ่มลังเลว่าจะไปตามแผนเดิมที่วางไว้ หรือจะย้อนกลับทางเก่าที่เดินมา ด้วยเวลาที่ล่วงไปถึงบ่ายสามโมง ทำให้เราไม่มั่นใจ เพราะไม่อยากติดอยู่ในป่าก่อนพระอทาทิตย์ตก เมื่อคำนวณเวลาได้อย่างมั่นใจสุดๆเราไม่ลังเลต่อไป กลับหลังหันเดินเส้นทางเดิม ขึ้นๆลงๆ ตามทางที่ไต่มา ในเวลาใกล้เคียงกับขามาเราก็มาโผ่ ณ จุดเริ่มต้น เสียงชะนีร้องต้อนรับการกลับมาของเรา ก่อนที่เธอจะโผ่ออกมาจากยอดไม้ให้เราเห็นตัวสีเหลืองทองของเธอ ตัวนี้หรือเปล่าที่ร้องไปกับกลุ่มของเราตลอดทาง เสมื่อนการเดินทางไปเป็นเพื่อนกันเราหลงป่า หรืออย่างไรเจ้าชะนี

ย้ำเย็นก็เก็บแสง

       พระอาทิตย์ยังอยู่ ดวงกลมโตสีหมากสุดเริ่มหย่อยตัวลงหลังขุนเขา เรากางขาตั้งกล้องเก็บแสงสุดท้ายของวัน บรรยากาศยามค่ำอุณหภูมิลดลงตามเวลาที่เพิ่มขึ้น กว่าจะเก็บกล้องตัวสุดท้ายลงกระเป๋า แสงดาวก็พรายขึ้นบนท้องฟ้า เรากลับมายังจุดกางเต็นท์เพื่อเตียมอาหารมื้อค่ำ จุดบริการนักท่องเที่ยวบนพะเนินทุ่งมีนักท่องเที่ยวมานั่งรอทานอาหารค่ำ ที่ทางเจ้าหน้าที่อุทยานมีบริการไว้อยู่จำนวนหนึ่ง บางคนเดินไปด้านหลังครัวเพื่อรอดูหมูป่า เม่น และสัตว์หากินกลางคืนออกมาคุ้นเขี่ยเศษอาหารที่เจ้าหน้าที่ไปวางไว้ให้

       แก่งกระจาน  บ้านกร่าง  พะเนินทุ่ง ไม่ทำให้เราผิดหวัง ความสวยงามของธรรมชาติยังงดงามพร้อมอวดโฉมให้ผู้รู้ค่ามาชื่นชม ค่ำนี้ไม่มีใครมีกำลังนั่งต่อจนดึกดื่นเช่นคืนที่ผ่านมา พรุ่งนี้เช้าเราจะออกไปทักทายสายหมอก และแสงแดดอีกครั้งเป็นการส่งท้าย ก่อนเดินทางลงจากพะเนินทุ่ง เพื่อมุ่งไปยังจุดหมายต่อไปของพวกเรา  และหวังว่าเราจะมีโอกาสกลับมาเยี่ยมพะเนินทุ่งอีกครั้งในวาระต่อไป.

...........................................................

สามารถติดต่อจองบ้านพักในอุทยานฯได้ที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760
หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โทร.0 3245 9293

 

เรื่อง : IYALAKA  

ภาพ:  กิ่งเทียร  รัชนี ; PeachlOve You ; Virusy Bear

map