ปีนเขา เข้าถ้ำ ลงเรือ เฮฮาวันหยุด
issue 4 November 2014

 

               ฟ้ายังไม่สางเพราะตะวันยังไม่ขึ้น ในคืนเดือนมืดที่สายลมตึง ซึ่งอาจหอมเอาเมฆฝนมาเมื่อไหร่ก็ได้ ในช่วงเวลาที่พายุกำลังเข้า  ดีที่หมู่ดาวยังพอรอดแสงระยิบระยับให้เราเห็นได้บ้าง ทำให้พอใจชื่นว่าฝนจะยังคงไม่มาในระยะเวลาอันใกล้นี้ ท่ามกลางลมที่พัดสะบัดเอาใบไม้ร่วงปลิวจากต้นเป็นระยะๆ  ก่อนที่แสงตะเกียงแก๊สจะถูกจุดขึ้นไล่ความมืดในเวลา ตี๔  แผ่รัศมีเป็นวงกลม เพื่อให้พวกเราเตรียมอุปกรณ์ได้สะดวกขึ้น

                กล้องพร้อม เสื้อกันฝนพร้อม เสื้อกันหนาวพร้อม ไฟฉายพร้อม แสงตะเกียงแก๊สดับลงก่อนจะถูกแทนที่ด้วยแสงจากไฟฉาย  สิบสองรอยเท้าพร้อมไต่เขาเพื่อขึ้นไปชมวิวบนเขาแดง ที่ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด  จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลมตึงไม่ขาดสาย ภาวนาให้ฝนอย่าเพิ่งมาก่อนที่เราจะลงมาถึงจุดเริ่มต้นเลย

                เวลาผ่านไปราวชั่วโมงเศษ เราก็ได้มายืนสะท้านหนาวกับสายลมที่พัดเอาความเย็นมาด้วย บนยอดเขาแดงลมทั้งแรงและหนาว  ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกดูแจ่มใสไร่เมฆฝนปกคลุม ถือว่าโชคดีมากที่เรายังไม่เจอฝน และท้องฟ้ายังดูเป็นใจให้เราได้มีโอกาสถ่ายภาพ และชื่นชมกับสีสันจากแสงพระอาทิตย์ตามที่ตั้งใจ

                เรานั่งรอแสงเช้าภายใต้อ้อมกอดของลมหนาวอยู่เกือบชั่วโมง ก่อนที่แสงฟ้าจะค่อยๆแย้มตัวเองออกมา การถ่ายรูปครั้งนี้ไม่ง่ายแต่สนุก ด้วยสายลมที่พัดแรงจนขาตั้งกล้องก็ไม่อาจต้านแรงได้ แม้แต่ตัวเราเองก็โดนแรงลมผลักอยู่ตลอดเวลา ต่างคนต่างมีมุมที่ตัวเองเลือกสรร

                ความงามเช่นนี้หากไม่มาเยือนและชื่นชมบรรยากาศด้วยสายตาตัวเองคงไม่รู้ว่างดงามขนาดไหน  แสงฟ้าสีทองตัดกับขอบเมฆสีหม่นที่เจือไปด้วย กลุ่มเมฆฝน มีพื้นล่างเป็นท้องทะเลสีคราม และขุนเขาที่โอบล้อมพื้นที่ สมชื่อสามร้อยยอด นี้มันเมืองในฝันชัดๆ ไม่ต้องไปไกลถึงจ้วงกว่างซีเพื่อเยือนกุ้ยหลิน สามร้อยยอดแค่นี้เอง เราก็ได้สัมผัสกับบรรยากาศกุ้ยหลินแล้ว

                เพราะเมฆฝนที่คลุมฟ้าทำให้แสงแดดออกมาอวดโฉมได้ไม่นาน แต่ข้อดีคือเราสามารถอยู่บนเขาแดงได้โดยไม่ร้อน แถมบรรยากาศยังดีด้วยสำหรับคนที่ชอบอากาศหนาวๆ  เราลงจากยอดเขาราว ๙ โมงเช้า เพราะกลุ่มฝนกำลังเคลื่อนตัวใกล้เขามา ขาลงจึงต้องใช้ความเร็วมากกว่าปกติ เพราะไม่อยากเปียกปอนก่อนจบทริปของวันนี้ 

                อาหารเช้าและกาแฟหอมกรุ่น ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด อร่อยจนหมดเกลี้ยงทุกจาน รอให้ข้าวเรียงเม็ดด้วยการเดินเล่นรอบบริเวณที่ทำการอุทยาน ก่อนย้ายทัพนักเที่ยวไปยังท่าเรือคลองเขาแดง  ที่ตั้งอยู่บริเวณท่าน้ำของวัดเขาแดง ค่าบริการล่องเรือ ๕๐๐ บาทต่อเที่ยว รับนักท่องเที่ยวได้ ๖ – ๘ คน ต่อลำใช้เวลาล่องเรืองราวๆ ๑ ชั่วโมง ไม่รวมค่าธรรมเนียมของอุทยานอีกคนละ ๔๐ บาท ด้วยโปรโมชั่วตั๋วใบเดียวเที่ยวอุทยานได้ทุกแห่งทั่วไทยในหนึ่งวัน  เมื่อทุกคนลงเรือพร้อมเสื้อชูชีพเรียบร้อย คุณลุงปาน นายท้ายใจดีค่อยๆ พาเราล่องตามลำคลองเขาแดง ที่ปกคลุมไปด้วยป่าโกงกางที่อุดมสมบูรณ์  ตลอดสองข้างทางเราเห็นวิถีชีวิตในระบบนิเวศน์ป่าชายเลนที่สวยงาม นกนานาชนิดบินโฉบน้ำจับปลาเล็กมาเป็นอาหารอยู่เป็นระยะ  “ปลาตีนๆๆ”เปิ้ลส่งเสียงดังลั่นจนทุกคนต้องหันไปมองเป็นตาเดียว ปลาตีนที่นี้ตัวใหญ่มาก ใหญ่จนเพื่อนร่วมทางที่มาจากแดนไกลถึงกับงง ที่เห็นปลาชนิดนี้ จนอดถามลุงปานไม่ได้ว่า “ลุงๆๆ..ปลาตีนกินได้ไหม”... “เขาไม่กินกันไอหนู...ปล่อยให้มันช่วยดูแลระบบนิเวศน์ บ้านเรานะดีแล้ว”.....ลุงปานสวนตอบทันควัน  ก่อนที่เสียงหัวเราะจะดังทั่วคลองเขาแดง

                “ดูนั้นจระเข้ไต่เขา...” เสียงลุงปานดังแข่งมากับเสียงเรือ พร้อมกับความงุนงง ของทุกคนในเรือ .. “จระเข้ที่ไหนจะไต่เขาได้ลุง”... เปิ้ลถามสวนขึ้น... “นั้นไงไอหนู..”ลุงปานยืนยันก่อนดับเครื่องเรือเพื่อลอยลำ แล้วชี้นิ้วให้เราดู_จระเข้ไต่เขา_ มันไต่เขาจริงๆ ไม่มาเห็นกับตาคงไม่เชื่อ คลองเขาแดงมีจระเข้ไต่เขา เปิ้ลหัวเราะก่อนใครเพื่อนคงเพราะต้องการแก้เขินหรืออะไรสักอย่าง ใครอยากดูจระเข้ไต่เขาต้องมาล่องเรือคลองเขาแดง เราลอยลำชมความงามของเจ้าจระเข้อยู่พักใหญ่ ก่อนเครื่องยนต์เรื่อจะดังขึ้น วิถีชีวิตผู้คนใช้ประโยชน์จากคลองเขาแดงในการหาอยู่หากินอยู่ไม่น้อย  แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของสายคลองสายนี้ ลงไปเกือบถึงปลายน้ำ ก่อนจะย้อนทวนกลับไปปากอ่าว มีเรือประมงขนาดใหญ่ที่เพิ่งกลับจากทะเลวิ่งสวนเขามาเป็นระยะๆ

 

               ถ้ำไทรยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าเรา ขึ้น-ไม่ขึ้น-ขึ้น-ไม่ขึ้น ถามมาตอบไปอยู่หลายรอบจนได้คำตอบ ขึ้นก็ขึ้น ถ้ำไทรจัดเป็นถ้ำขนาดกลางที่มีหินงอกหินย้อยที่สวยงามเป็นคล้ายม่านน้ำตกที่โปรยตัวลงมา เราเดินไต่ความสูงของเขาขึ้นไป ๒๘๐ เมตรทิวทัศน์บนยอดเขาตรงบริเวณปากถ้ำเห็นทะเลอ่าวไทยที่สวยงาม ถ้ำไทรในอดีตมีความเชื่อว่าเป็นที่หลบซ้อนของขุนโจรสามร้อยยอด 

                แสงไฟจากตะเกียงแก๊สทำหน้าที่อีกครั้งพร้อมด้วยแสงไฟฉาย ที่สาดส่องมองความงดงามของถ้ำไทร  ความเหนื่อยจากการขึ้นเขาหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นความงามของถ้ำ อากาศภายในถ้ำเย็นสบาย จนเราเพลินอยู่ในถ้ำเสียนาน มองมุมไหนก็สวยนั่งตรงไหนก็เย็นสบาย กว่าจะออกจากถ้ำได้ก็ค่อยบ่ายเต็มที 

 

               ถ้ำพระยานครคือจุดหมายต่อไปของเรา  บ้านบางปูคือปากประตูสู่ถ้ำพระยานคร หรือถ้ำคูหาสวรรค์ คือชื่ออย่างเป็นทางการ  ถ้ำพระยาครนตั้งอยู่ในอีกอ่าวหนึ่ง การไปถึงมีสองทางเลือก คือเดินเท้าข้ามเขาเทียนไปด้วยระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร ทางเลือกนี้เราจะได้ชมวิวทิวทัศน์ไปในตัวพร้อมๆกับวัดสมรรถนะไปด้วย  อีกทางเลือกหนึ่งคือทางเรือใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ นาที ค่าโดยสารประมาณ ๔๐๐ – ๕๐๐ บาท นั่งได้ ๖-๘ คน แน่นอนที่สุดคณะนักเที่ยวของเราเลือกที่จะไปทางเรือ เพราะหลังจากการขึ้นลงเขามา ๒ ลูก และกำลังจะไปขึ้นอีกลูกหนึ่งเราต้องออมกำลังขาอันน้อยนิดของเราไว้ก่อนเพื่อสวัสดิภาพของร่างกาย

                นั่งเรือไม่นานเรือก็มาจอดเทียบชายหาดที่แหลมศาลา ขึ้นจากเรือลงน้ำเดินลุยน้ำทะเลนิดหน่อย เจ้าหน้าที่อุทยานจะเข้ามาขอดูบัตรผ่านอุทยานจากเรา  ซึ่งเราจ่ายค่าธรรมเนียมไว้ตั้งแต่ล่องคลองเขาแดง ตั๋วเดียวเที่ยวอุทยานทั้งวันหากไปครบ แสดงตั๋วเสร็จเครื่องก็ติด ตั้งแถวตอนเรียงหนึ่งมุ่งหน้าสู่ถ้ำพระยานครแบบอิดโรยนิดหน่อย

                จากประวัติ“ถ้ำพระยานคร”ถูกค้นพบโดยเจ้าพระยานครศรีธรรมราชเมื่อครั้งที่เดินทางโดยทางเรือมุ่งหน้าขึ้นมาสู่กรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งได้นำเรือเข้ามาจอดพักหลบพายุในแถบนี้และสำรวจพบถ้ำที่อยู่ด้านบนถ้ำนี้จึงได้ชื่อว่า “ถ้ำพระยานคร”และในคราเดียวกันนั้นเองก็ได้ขุดบ่อน้ำไว้ใช้ดื่มกิน เรียกว่า “บ่อพระยานคร”จนกระทั่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบก็ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จประพาสถ้ำ ในคราวเดียวกับที่เสด็จประพาสแหลมมลายูโดยได้เสด็จมาประพาสถ้ำพระยานครเมื่อวันที่ ๒๐มิถุนายนพ.ศ.๒๔๓๓
          ในการเดียวกันนี้ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ทรงออกแบบสร้างพลับพลาจตุรมุข กว้าง ๒.๕๕เมตร ยาว ๘เมตร สูง ๒.๕๕เมตร โดยสร้างขึ้นที่กรุงเทพฯ แล้วส่งมาประกอบทีหลังโดยให้พระยาชลยุทธโยธินเป็นนายงานก่อสร้างและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมายกช่อฟ้าด้วยพระองค์เองและพระราชทานชื่อว่า “พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์”ปัจจุบัน พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของถ้ำพระยานครถูกยกให้เป็นหนึ่งในอันซีนไทยแลนด์ เป็น ๑ใน ๑๐สถานที่ท่องเที่ยวอันมหัศจรรย์ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ๑ใน ๙ความมหัศจรรย์ของแหล่งท่องเที่ยวยามกลางวันที่จะงดงามที่สุด ที่สำคัญพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ยังถูกนำมาเป็นตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีกด้วย

         ใครมาถ้ำพระยานครต้องได้เห็นสิ่งล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ใครมาแล้วไม่ได้เห็นถือว่าเสียเที่ยวที่อุส่าบากบั้นมาถึงถ้ำแห่งนี้ นั้นคือพระปรมาภิไธยย่อ จ.ป.ร. และนอกจากรัชกาลที่ ๕แล้วก็ยังมีพระมหากษัตริย์อีกสองพระองค์ที่ได้เสด็จประพาสถ้ำพระยานคร ด้วยเช่นกันนั่นคือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยย่อ ป.ป.ร. เมื่อครั้งเสด็จประพาสถ้ำนี้เมื่อวันที่ ๒๐มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๙และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ เคยเสด็จประพาสถ้ำพระยานครสองครั้ง เมื่อวันที่ ๒๒มิถุนายนพ.ศ.๒๕๐๑และวันที่ ๓๑พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๔

            ส่วนพระปรมาภิไธยย่อจะอยู่จุดใดของถ้ำต้องลองค้นหาดูรับรองหาพบแน่ๆช่วงเวลาที่แนะนำในการเข้าชมถ้ำที่สวยงามที่สุด ราว๑๐.๓๐ – ๑๑.๐๐น. เพราะแสงอาทิตย์จะส่องลงมายังพระที่นั่งพอดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าช่วงเดือนที่ไปด้วยเพราะแสงพระอาทิตย์จะมีการเปลี่ยนมุมของแสงไปตลอดเวลา

            สวยงามจนหายเหนื่อยกับระยะ ๔๓๐ เมตรที่เดินไต่เขามา ถึงจะมาถึงก็บ่ายแก่ๆ แต่ความงดงามไม่ได้ลดลงเลย รายละเอียดความสวยงามในถ้ำบอกได้คำเดียวว่าสุดยอด ผู้ใดอยากทราบถึงความงดงามบอกได้คำเดียวเช่นกันว่า ต้องมาชื่นชมด้วยตัวเอง อย่าแค่ฟังที่ใครเล่า หรืออย่าเพียงแค่อ่านแล้วชื่นชม อยากใกล้ชิดความงามมันต้องลงแรงกันหน่อยถึงจะภูมิใจในการสัมผัส

                ก่อนจบทริปตะลอนเที่ยวต้องเฉลยว่าหนึ่งในคณะของเราคือสาวน้อย-ลูกหว้า- อายุเธอเพียง ๕ ขวบ แต่อึดไม่เบาสามารถตะลุย ปีนเขา เข้าถ้ำ ลงเรือ เฮฮาวันหยุด ได้อย่างสบายอารมณ์ตั้งแต่ตี ๔ จนตะวันหมดแสง ไม่เหนื่อย ไม่งอแง เราจึงขอท้าทาย ขยับเท้าเที่ยวตามรอยน้องลูกหว้า อย่ายอมแพ้หนูน้อยลูกหว้าเชียวนะจะบอกให้.

----------------------------------------------------

ฐิติวัฒน์   อุณาตระการ / เรื่อง 

ดิว   จิรานนท์  :  PeachlOve You  / ภาพ

map