ถนนคลองกระแชง ไม่ธรรมดา
issue 4 November 2014

                 คึกคักคักคึกเท้ามันย่ำตึกๆ  บรรยากาศตลาดเช้าแสนคึกคักอะไรเช่นนี้ พืชผักผลไม้นานาชนิดวางเรียงรายขายกันริมทางเท้าขนานไปกับแนวถนน บริเวณหน้าอาคารพาณิชย์ที่ยังไม่ถึงเวลาเปิดร้าน ทอดตัวยาวออกมาจากตลาด ของขายมากขนาดนี้คนซื้อย่อมมากตามเป็นเท่าตัว ทั้งตลาดของสดและของแห้งไม่มีมุมไหนได้ว่างเว้นให้เงียบเหงา ภายในตัวตลาดถูกประดับประดาไปด้วยพวงมโหตร ดูสดใสและแปลกตากว่าตลาดที่อื่นๆ หลังเดินเล่นตลาดเช้าเป็นที่พอใจ ฉันและเพื่อนๆมายึดร้านกาแฟตรงตีนสะพานใหญ่ เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเมืองเพชรบุรียามเช้า กาแฟโบราณรสชาติกลมกล่อม ขนมเมืองเพชรรสชาติอร่อย เป็นอาหารเช้าของวัน ก่อนที่เราจะเคลื่อนพลพรรคนักเดิน มายืนมองแม่น้ำเพชรที่ทอดตัวเป็นแนวยาว ที่มีสายน้ำไหลจากทิศใต้ไปทางทิศเหนืออยู่บนสะพานใหญ่                                                                                                                                                                                                                 (แม่น้ำเพชรบุรี)                                                                                     แม่น้ำเพชรบุรีครั้งหนึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อประวัติศาสตร์คนเมืองเพชร ใช้เป็นน้ำสำหรับพระราชพิธีเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๕ เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อ พ..๒๔๑๑ ได้ใช้น้ำเพชรบุรีในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ ใช้น้ำเพชรบุรีสำหรับพระราชพิธีราชาภิเษกสมโภช  ในรัชกาลที่ ๙ ใช้น้ำเพชรสำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส  ความสำคัญต่อน้ำเพชรบุรีที่คนเพชรบุรีภูมิใจคือเป็นน้ำเสวยสำหรับพระเครื่องต้นตั้งแต่สมัยพระรามาธิปดีที่ ๕  ต่อมาได้ยกเลิกการใช้น้ำเพชรบุรีเป็นน้ำเสวยเมื่อปี พ..๒๔๖๕ ด้วยเหตุผล ๒ ประการคือเริ่มมีระบบน้ำประปาใช้ และความสะอาดของน้ำเพชรบุรีลดน้                                                                                                                                                                                                                     (สมบัติในแม่น้ำเพชรบุรี จ.เพชรบุรี)                                           โอปอร่ายยาวถึงความสำคัญของแม่น้ำเพชรบุรีให้เพื่อนๆในกลุ่มฟัง ก่อนที่จะมีเสียงมาปลุกให้ตื่นจากภาพน้ำเพชรในอดีต  ​“ นั้นอะไร ที่ท่าน้ำ??? ”  หนิงสาวใหญ่สายตาดีในระยะไกลยิงคำถามให้เพื่อนๆหันมอง  หม้อตุ่ม, ไห,  เคลื่อนปั่นโบราณฯลฯ ”  สารพัดคำตอบที่ทุกคนจะร่วมด้วยช่วยกันเดิน  โอ่ง..สาวร่างผอมบาง แต่ชื่อใหญ่ช่วยคลี่คลายปัญหาคาตาที่ทำให้คาใจ  ไม่ยากๆ อยากรู้ความจริง ต้องตามไปดูให้ถึงที่ ”  ​ว่าแล้วว่าแล้วโอ่งก็ก้าวเท้านำหน้าพวกเราเดินลงจากสะพาน เลี้ยวขวาเข้าถนนคลองกระแชง.... คลองกระแชงชื่อแปลกดี ทำไมไม่ชื่อถนนแม่น้ำเพชรล่ะ ทั้งๆที่ถนนอยู่ติดกับแม่น้ำเพชรบุรี เดินถามหาท่าน้ำมาเลื่อน จนเจอร้านอาหารชื่อน่ารัก “ร้านกระต่าย” ขายอาหารตามสั่งอยู่ตรงปากซอยเล็กๆที่จะลงท่าน้ำ “พี่ค่ะ ท่าน้ำที่มีไหแขวนอยู่มากๆลงทางไหนค่ะ” โอ่งรับหน้าที่เป็นผู้ถามเส้นทาง แม่ค้าใจดี ยิ้มสวยๆให้พวกเราก่อนตอบคำถาม “มันไม่ใช่ไหนะน้อง ที่เห็นน่ะ หม้อตาลเมืองเพชร ลงไปตรงท่าน้ำด้านหลังนี้เลย” หม้อตาลเมืองเพชร????...เคยได้ยินแต่ขนมหม้อแกงเมืองเพชร  หม้อตาลเมืองเพชรเพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรก  ​ระยะก้าวไม่เกิน ๑๐๐ เมตร เราก็ได้มายืนที่ท่าน้ำ พร้อมกับบรรดา “หม้อตาลเมืองเพชร” มากมายก่ายกอง “แล้วจะยังไงต่อล่ะเรา” ส้ม สาวแว่วหนาถามด้วยสงสัย มีป้ายแขวนอยู่ด้านข้างกำแพง เขียนว่า สมบัติแม่น้ำเพชร

      

" สวัสดีครับ "  ...เสียงทักทายดังมาจากบันไดด้านบนที่ทอดตัวยาวลงมาถึงท่าน้ำตรงจุดที่พวกเรายืนงง  กันอยู่ "สวัสดีค่ะ"... เราตอบสวัสดีแทบจะพร้อมกัน เจ้าของเสียงเป็นชายร่างท่วม ไม่สูงมากนัก ผิวดำ ไว้ผมเกรียน มาพร้อมย่ามใบใหญ่และใบหน้าที่ยิ้มแย้มเป็นมิตร    "นี้ๆๆ..ส้มสะกิด ให้มองที่ป้ายสมบัติแม่น้ำเพชร คนเดียวกับในรูปไหมยังไม่ทันที่จะได้ตอบคำถามของส้ม เจ้าของเสียงที่ทักทายเมื่อสักครู่ก็มายืนอยู่ใกล้กับกลุ่มของเรา "สวัสดีครับผมกิตติพงษ์  พึ่งแตง หรือคนแถวนี้เขาเรียกกันว่า ครูเจี๊ยบครับ และเป็นคนเดียวกันกับในรูปที่ติดอยู่นั้นล่ะครับครูเจี๊ยบแนะนำตัว     "สวัสดีค่ะ พวกหนูชื่อโอ่ง,ส้ม,โอปอ และ หนิงค่ะแนะนำตัวเสร็จไม่รอช้า หนิงถามแทนเพื่อนๆ "หม้อตาลเมืองเพชรคืออะไรค่ะ"  ครูเจี๊ยบยิ้มก่อนที่จะตอบคำถาม "หม้อตาลเมืองเพชร ก็คือหม้อตาลนี้ล่ะครับพร้อมกับหยิบหม้อตาลที่แขวนไว้กับเสาไม้มาให้เราดู "หม้อตาล  เป็นหม้อดินเผาใช้ใส่น้ำตาลโตนดของชาวบ้านเพชรบุรีในอดีต เพื่อส่งขายกรุงเทพฯ และกระจายสู่เมืองต่างๆไปทั่ว การปั่นหม้อตาล เลิกไปในราวช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพราะมีปี๊บน้ำมันก๊าดมาใส่น้ำตาลแทน  หม้อตาลจึงเป็นสมบัติเก่าแก่อันล้ำค่าของคนเพชรบุรีอีกชิ้นหนึ่งที่ควรเก็บรักษาไว้                                                                                   "แล้วสมบัติแม่น้ำเพชรล่ะค่ะโอ่งอยากรู้ความหมายจากป้ายที่ติดไว้ข้างกำแพง "น้องๆ มีเวลามากไหม หากมีเวลาครูจะเล่าให้ฟังเพราะเรื่องมันยาวก่อนที่ครูเจี๊ยบจะหัวเราะอย่างอารมณ์ดี "เวลามีทั่งวันค่ะ เราตั้งใจมาเที่ยวในตัวเมืองเพชรอยู่แล้วส้ม สาวผู้ดูมีองค์ความรู้ตอบโดยไม่ปรึกษาเพื่อน    ครูเจี๊ยบวางย่ามใบใหญ่ลง หยิบผ้าปูออกมาจากย่ามคล้ายจะทำพิธีอะไรสักอย่าง ก่อนที่จะหยิบกล่องพลาสติกหลากหลายขนาดออกมา "นั้นย่ามโดราเอม่อนหรือเปล่า ค่ะครูโอ่งถามติดตลก เพราะข้าวของหยิบออกมาเท่าไหร่ก็ไม่หมดเสียที   "ยังอีกมากครับ นี่แค่ส่วนหนึ่ง ปกติผมจะพกติดตัวไว้เวลาเจอคนที่อยากรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างพวกเราจะได้ให้เขาดูและอธิบายให้ฟังเรานั่งล้อมวงกันตรงท่าน้ำเพื่อชมโบราณวัตถุที่ครูเจี๊ยบบรรจงหยิบมาวางทีละชิ้นๆ ก่อนเริ่มคำอธิบาย                                                                                                                                                  

   (ภาพบน : "เต่าหวีด" เครื่องเล่นทำด้วยดินเผ่า ใช้เป่าให้เสียงเช่นนกหวีดในปัจจุบัน)  

                                             (ภาพล่าง : ต่างหูเงิน สมัยทราวดี)                                                                                                   ต่างหูเงิน  สมัยทราวดี                                                                                               เบี้ยหอย ทำจากเงินแท้                                                                                                                                                                           (เบี้ยหอย ทำจากเงินแท้)                          

"เราพบของเหล่านี้ที่แม่น้ำเพชรบุรีสายนี้ครับ ยิ่งงมก็ยิ่งพบ ยิ่งพบก็ยิ่งงม ได้มาก็นำไปให้ท่าน อ.ล้อม  เพ็งแก้ว ช่วยตรวจสอบพิจารณาให้ความรู้ว่าของแต่ละชิ้นที่ได้มาคืออะไร ใช้ทำอะไร อยู่ในยุคสมัยใด มีอายุประมาณเท่าไหร่ นอกจากหม้อตาลที่เรางมได้เป็นกองๆ เรายังพบขุนทรัพย์ใหญ่ มีทั้งเงินพดด้วง  เครื่องทอง  เหรียญโลหะนานาสมัย  เงินรัตนโกสินทร์  เหรียญอีแปะจีน  เบี้ยจีน  ปี้โรงบ่อน  เหรียญดอกไม้  เงินเบี้ยหอยแครง  ตุ้มหูยุคทราวดี  เงินราง  เงินปลิง  เงินลวด  ลูกปัด คันฉ่อง  ของเล่นที่ทำจากดินเผาเป็นตัวเต่าใช้เป่าเป็นนกหวีด เราเรียกว่าเตาหวีด  และชิ้นพิเศษคือ "เสื้อมายดินเผา"                                                               เสือมายดินเผา     

  เราฟังเรื่องราวความเป็นมาที่เชื่อมโยงกันทางประวัติศาสตร์ทำให้เห็นวิถีชีวิต วิถีความเชื่อของชาวบ้านในอดีตที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี  ของเก่ามีคุณค่าบวกกับเรื่องราวที่ถ่ายทอดได้อย่างสนุกสนานทำให้เรารู้สึกรักเพชรบุรีขึ้นจับใจ "แล้วทำไมถนนเส้นนี้ถึงชื่อคลองกระแชงค่ะ ทั่งๆที่อยู่ติดแม่น้ำเพชรบุรีหนิงยังมีประเด็นให้สงสัย เมื่อพบผู้รู้ที่คิดว่าจะคลี่คลายคำถามของตนได้  "เรื่องชื่อต้องอ้างอิงผู้รู้ครับอาจารย์บุญมี  พิบูลสมบัติ ได้เขียนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับคลองกระแชงไว้ว่า..เดิมเคยเป็นอำเภอมาก่อน เมื่อปี พ.๒๔๔๖ ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็นอำเภอเมืองเพชรบุรี คำว่าคลองกระแชง ซึ่งเป็นชื่อเดิมของตำบลคลองกระแชงนั้น มีการสันนิษฐานว่าในตัวเมืองเพชรบุรีนั้นมีคลองอยู่หลายคลอ คลองกระแชงนั้นคงจะเป็นที่พักจอดเรือกระแชงเป็นจำนวนมาก จึงมีชื่อว่าคลองกระแชง” ส่วนเรือกระแชงที่กล่าวถึงนั้น อาจารย์ไพฑูรย์ ขาวมาลาได้เขียนอธิบายไว้ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคกลางเล่ม ๑. “ไว้ว่าเป็นเรือที่ต่อขึ้นใช้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ลักษณะของเรือกระแชงเป็นเรือท้องกลมและป้อมคล้ายแตงโม ถ้าลำใหญ่มากท้องเรือจะเกือบแบนกว้างเพื่อใช้บรรทุกได้มากและกินน้ำน้อยลง  กงเรือจะเป็นไม้โค้งตามท้องเรือและวางเรียงกันถี่มากเพื่อความแข็งแรง  เปลือกเรือจะเป็นไม้แผ่นหนายึดเหนี่ยวเปลือกเรือให้ติดด้วยลูกประสักที่ทำมาจากไม้แหลมเหลากลม เรือกระแชงมีความแข็งแรงมาก  ในอดีตเพชรบุรีคงมีเรือกระแชงมาจอด เพื่อลำเลียงสินค้าจำพวกน้ำตาล ข้าวสาร ไปขายยังถิ่นต่างๆ  เมื่อครั้งผมยังเป็น เด็กก็ยังเห็นเรือสินค้าจอดเรียงรายอยู่ที่สะพานใหญ่ ตลาดหน้าวัดมหาธาตุ

เรือกระแชง

                                               (ภาพบน และ ล่าง เรือกระแชง)

   

ถึงบางอ้อกันทั่วหน้า ก่อนสาวร่างเพรียวชื่อโอ่ง และกินเก่งจะเอ่ยวาจาสุดวิเศษออกมา "โอ่งหิว...." สิ้นเสียงโอ่งหิวได้ไม่เกิน ๑๐ นาที เรามานั่งล้อมวง รวมทั้งครูเจี๊ยบด้วยอยู่ที่ร้าน_ครัวกระต่าย_ราดหน้า ๕ ชาม หมดเร็วจนไม่อยากเชื้อว่าสาวๆจะกินไวขนาดนี้ อร่อยและอิ่ม "อยากเที่ยวถนนคลองกระแชงไหมครูเจี๊ยบถาม "อยากค่ะส้มตอบแบบไม่ปรึกษาเพื่อนตามเคย แต่ก็เป็นสิ่งที่พวกเราต้องการตรงกัน ให้กูรูพาเที่ยวคงสนุกไม่น้อย   ศาลาคามวาสี_เป็นจุดเริ่มต้นของการทัวร์ถนนคลองกระแชง เพราะอยู่ใกล้ร้าน_ครัวกระต่าย_ "ศาลาคามวาสี คือศาลากลางบ้านในอดีต ใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมต่างๆของชาวชุมชน แต่ศาลาหลังนี้มีจุดประสงค์ของการก่อสร้างในอดีตเพื่อใช้เปิดเป็นโรงเรียนชื่อเพชรสตรี โดยท่านเอม  เนราธึก เป็นผู้ให้การสนับสนุนทั้งหมด ศาลาหลังนี้ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ..๒๔๓๓ และมีการบูรณะใหม่ครั้งหนึ่งเพราะถูกไฟไหม้  ปัจจุบันยังคงเหลือศาลาที่สมบูรณ์หลังนี้เพียงหลังเดียว โดยจะใช้ประโยชน์เพื่อทางศาสนาเป็นหลัก                                                                                    ศาลาคามวาสี                                                                                             

                 (ภาพบน: ด้านในศาลาคามวาสี  ภาพล่าง : ด้านหน้าศาลาคามวาสี)                                                                                                              หลังจากนั้นครูเจี๊ยบพาเราเดินย้อนกลับเข้าไปในตรอกที่จะลงไปยังท่าน้ำเดิม "มิตรไม่มิตร_มิตรไม่มิตร_" ครูเจี๊ยบยืนเรียกบุคคลอยู่ภายในบ้าน ตรงหัวบันไดที่จะลงท่าน้ำ ไม่นานประตูที่ปิดก็ถูกเปิดออกมาต้อนรับพวกเรา "สวัสดีค่ะรอยยิ้มจากเจ้าของบ้านแทนคำทักทาย ก่อนเชิญเราทั้ง ๕ คนเข้าไปในบ้าน ในบ้านพื้นที่ไม่กว้าง แต่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราว เรื่องราวของใบปิดภาพยนตร์สมัยเก่า จากดาราทุกคนที่เป็นลูกหม้อเพชรบุรี เช่น มิตร ชัยบัญชา  "ผมชื่นชมดารา นักร้องรุ่นเก่าทุกคน ที่เป็นคนเพชร ผมสะสมไว้หมดเท่าที่จะหาได้ แผ่นเสียง ใบปิดหนัง ฟิล์มเก่า และประวัติพี่มิตรเล่าถึงความภูมิใจด้วยรอยยิ้ม                                                                                                                                                                

(ด้านซ้ายมือ นักสะสมเรื่องราวดาราเมืองเพชรบุรี ด้านขวามือ กิตติพงษ์  พึ่งแตง นักเล่าลุ่มน้ำเพชรบุรี)                                                                                           

เรื่องราวบนถนนสายคลองกระแชงเป็นเรื่องราวของคนในชุมชน ไม่ว่าเดินไปจุดไหนก็มีเรื่องเล่าให้กล่าวขาน อย่างบ้าน_นายทองคำ_ต้นตำนานโรบินฮูดชาวเพชรบุรีคนแรกที่ไปใช้ชีวิตไกลถึงสหรัฐอเมริกา และได้รับการพาตัวกลับเพชรบุรีจากพระมหากรุณาของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ เจ้าของเรื่องเล่าเป็นคนในครอบครัวรุ่นหลานสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างน่าประทับใจ    จบจากเรื่องเล่านายทองคำ เราเดินไม่เกิน ๑๐ ก้าวก็มายืนอยู่หน้าบ้านของนักเขียนใหญ่แห่งลุ่มน้ำเพชร ที่โด่งดังทั่วประเทศ มีบ้านที่น่าอยู่และเงียบสงบบนถนนเส้นนี้เอง _ครูมนัส  จรรยงค์_ในปี พ.๒๕๒๕ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยได้ยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิบห้านักเขียนเรื่องสั่นไทยดีเด่น ในรอบ ๑๐๐ ปี จนได้ชื่อว่าเป็น "ราชาเรื่องสั้นของเมืองไทยมีผลงานการเขียนที่โด่งดังมากมาย เช่น จับตาย , ซาเก๊าะ , ติดขวาก ,เงินแดง เป็นต้น

                                                                                                                                                                                                                                                                                                        (สามล้อถีบ พาหนะที่ยังมีให้บริการอยู่ในเมืองเพชรบุรี)                                                                                                                                                                                                                              "หนูรู้ไหมว่าพี่นัส เขียนเรื่องสั้นทั้งหมดกี่เรื่องยายน้อยน้องสะใภ้ของ ครูมนัสถามพวกเราหลังจากที่เล่าเรื่องครูมนัสให้ฟังด้วยความสุข และรอยยิ้มที่จริงใจเต็มใบหน้า "ไม่ทราบค่ะพวกเราตอบแบบไม่ลังเล แต่เดากันในใจว่า ฉายาราชาเรื่องสั้น คงต้องมีงานเขียนไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ชิ้น "พี่นัส เขาเขียนงานที่เป็นเรื่องสั้น มากกว่า ๑,๐๐๐ เรื่อง และมีเรื่องยาวอีก กว่า ๒๐ เรื่อง " พวกเราถึงกับอึ้งไปตามกัน สุดยอดจริงๆสมกับฉายาที่ได้รับ  ยายน้อยคุยสนุกแถมยังมีอารมณ์ขันและใจดี ก่อนที่ยายจะบอกว่า "พวกเอ็งจะไปไหนก็ไปได้แล้ว หมดเรื่องเล่า อยากรู้อะไรอีกไปหาอ่านเอาบ้าง ยายเหนื่อยเราสวัสดียายน้อย ก่อนเดินเขาไปยังลานอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ลานสุนทรภู่ คู่กับพลับพลาตรีมุขซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่า ณ บริเวณนี้เคยมีการรับเสด็จเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ไทยมาก่อน โดยเชื่อกันว่าในปี พ..๒๓๗๔ สมัยรัชกาลสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาขึ้นที่ท่าวัดพลับพลาชัยแห่งนี้ ดังที่ท่านสุนทรภู่ได้เขียนไว้ในนิราศเมืองเพชรตอนหนึ่งมีความว่า                                                                                                                                                                                                                                                 "ถึงคุ้งเคี้ยวเลี้ยวลดชื่อคดอ้อย           ตะวันคล้อยคล้ำฟ้าในราศี

            ค่อยคล่องแคล่วแจวรีบถึงพริบพรี       ประทับที่หน้าพลับพลาชัย

            ด้วยวันนี้สำคัญประทับร้อน                นรินทรท้าวพระยามาอาศัย

            ขอบุญญาอนุภาพช่วยปราบภัย       ให้มีชัยเหมือนเช่นนามอารามเมือง"                                                                                                 (ลานสุนทรภู่ หลังวัดพลับพลาชัย)                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                (ลานสุนทรภู่ หลังวัดพลับพลาชัย)                                                                                                                                                                                                                                               (ลานสุนทรภู่ หลังวัดพลับพลาชัย)      "แล้วทำไมต้องสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่เหมือนกับทาง จ.ระยอง ด้วยค่ะโอ่งถามข้อสงสัยด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนที่คำอธิบายจากครูเจี๊ยบ นักเลงแห่งลุ่มน้ำเพชรจะเอ่ยวาจา เสียงระฆังดังกังวานเป็นสัญญาณให้พระลงโบสถ์ทำวัตรเย็น        "จากการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์และจากนิราศของท่านสุนทรภู่โดย .ล้อม  เพ็งแก้ว ศาสตราภิชาน ทำให้เชื่อว่าสุนทรภู่มีบรรพชนเป็นคนเพชรบุรี และได้เคยไปมาระหว่างวังหลังกับเมืองเพชรหลาครั้ง บางครั้งก็มาอยู่หลายปี จึงเป็นเหตุผลให้มีอนุสาวรีย์สุนทภู่ อยู่คู่กับกับพลับพลาที่ประทับดังนี้แลครูเจี๊ยบทิ้งหางเสียงเรียกเสียงหัวเราะจากสาวโอ่งได้คำโต เป็นที่น่าภูมิใจแทนคนเพชรบุรี และดีใจกับความเป็นศิลปะของประเทศเราที่ท่านสุนทรภู่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็น "กวีเอกของโลกในปี พ..๒๕๒๙        เสียงพระสวดมนต์ทำวัตรเย็นดังทั่วพื้นที่วัด ฟังแล้วทำให้จิตใจรู้สึกสงบลงมาบ้าง ครูเจี๊ยบเล่าว่าส่วนสำคัญของวัดพลับพลาชัยนอกจากท่าน้ำจุดนี้แล้ว ยังมีหนังใหญ่ที่จัดว่าเป็นต้นกำเนิดของหนังใหญ่วัดขนอน จ.ราชบุรี ในสมัยที่หลวงพ่อฤทธิ์ เป็นสมภารได้แกะสลักและมีการเชิดหนังใหญ่ที่วัดพลับพลาชัยแห่งนี้จนเป็นที่รู้จักไปทั่ว หลวงพ่อฤทธิ์แห่งวัดพลับพลาชัยจึงถือเป็นต้นกำเนินของหนังใหญ่ ทำให้เรามีโอกาสได้ชื่นชมกันจนถึงทุกวันนี้  และที่น่าภาคภูมิใจคือหนังใหญ่วัดพลับพลาชัยได้แสดงต่อหน้าพระที่นั่ง  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในปี พ..๒๔๕๓ เมื่อครั้งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมายังพระราชวังรามราชนิเวศน์ (วังบ้านปืน) 

                                                                                                                                                                                                                                      ซุ่มประตูวัดพลับพลาชัย                                                                                                                                                                                                                                                                                                                     (ซุ่มประตูวัดพลับพลาชัย)                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                  วัดพลับพลาชัย                                                                                                                                                                                                                                                                                                            (วัดพลับพลาชัย)                                                                                                                                                                                                                           เสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้ชมผลงานที่ทรงคุณค่าในวันนี้เพราะเลยเวลาเปิดของพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่มามากแล้ว คณะของเราเดินออกทางด้านหน้าของวัดพลับพลาชัยมาด้านถนนดำเนินเกษม เลี้ยวซ้ายเดินเรียบถนนลงไปยังทิศใต้ เพื่อไปวัดมหาธาตุวรวิหาร ซึ่งวัดแห่งนี้มีเรื่องราวมากมายให้บอกเล่าได้อีกมากมาย       "ยังมีเวลาให้ผมหรือเปล่าครูเจี๊ยบถามพวกเรา เมื่อมายืนหยุดอยู่หน้าประตูวัด "ครูเจี๊ยบล่ะค่ะมีเวลาให้พวกหนูไหมสาวโอ่งแซวครูด้วยน้ำเสียงยียวน "ฮ่าๆๆ...เวลาที่เจอผมไม่ต้องถามว่าผมมีเวลาไหม แต่ต้องถามคนที่มาหาผมดีกว่าว่ามีเวลาให้ผมหรือเปล่า เพราะเรื่องมันเยอะ ใช้เวลาเล่ายาว ที่สำคัญมีหลายเรื่อง" ..ส้ม กับ หนิง ตอบแทบจะพร้อมกัน "มีค่ะ..แต่ไม่ใช่ตอนนี้นะค่ะครู  เพราะหนูหิว ขอทานอาหารก่อนได้ไหมหนิงเสียงอ่อนเป็นอ้อนวอน เรียกเสียงหัวเราะให้ทุกคน                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                   หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย                                                                                                                                                                                                                                                                                                                              (หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย)                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                         จากเช้าถึงเย็นบนเส้นทางสายสั่นๆ ใครจะคิดว่าเราใช้เวลากันมากมายขนาดนี้ ระยะทางของถนนไม่ได้เป็นตัวกำหนดคุณค่าของเรื่องราว แต่เรื่องราวต่างหากที่เป็นตัวกำหนดคุณค่าของตัวเอง ต่อให้ระยะทางยาวไกลสักเท่าไหร่แต่ไร้เรื่องราวก็ไม่มีความหมายอะไรให้จดจำ ถนนคลองกระแชง อ.เมือง จ.เพชรบุรี ถนนสายสั่นๆ ที่บรรจุเรื่องราวที่เป็นตำนานได้มากมาย หากใครมีโอกาส หรืออยากทราบเรื่องราวความเป็นไทยในอดีต คงต้องหาเวลามากๆ มาคลองกระแช และมาหาครูเจี๊ยบลูกผู้ชายสายน้ำเพชรคนนี้ ส่วนเย็นนี้พวกเราขอหาอาหารอร่อยๆทานก่อน  จะได้มีแรงเดินฟังครูเจี๊ยบเล่าเรื่องวัดมหาธาตุต่อ.                                                       

                                                                                                                                                                                                  

 

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงวิทยากรผู้ใจดี

๑.คุณกิตติพงษ์  พึ่งแตง หรือ ครูเจี๊ยบ ผู้ก่อตั้งกลุ่มสมบัติแม่น้ำเพชร วิทยากรพิเศษ

๒.คุณเล็ก  นักสะสมเรื่องราวดาราคนเมืองเพชรบุรี

๓.ป้าน้อย  น้องสะใภ้ ครูมนัส  จรรยงค์

๔.เสาวณีย์   นิวาศะบุตร. นิราศเมืองเพชร ของสุนทรภู่.เพชรบุรี: สำนักพิมพ์เพชรภูมิการพิมพ์.มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๖

๕.อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพระครูอาทรวชิรธรรม (เชื่อม  สิริวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดพลับพลาชัย จ.เพชรบุรี

๖.สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย                                                                                                                                                                                                                                       

เรื่อง / ภาพ : iyalaka                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                 

 

                                                                                                                              

map